
(เครดิตรูปภาพ: freepik)
เมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ เจ้าของรถมักเผชิญกับทางเลือกสำคัญทางการเงินสองทาง คือ การนำรถเก่าไปเทิร์น (Trade-in) ที่โชว์รูม หรือ การนำรถไปประกาศขายด้วยตัวเอง
แม้การเทิร์นรถจะได้รับความสะดวกสบาย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยมูลค่าที่ลดลง ในขณะที่การขายเองอาจได้ราคาสูงกว่าแต่ต้องแลกด้วยเวลาและความยุ่งยาก บทความนี้จะเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของทั้งสองวิธีอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ครอบครองรถสามารถตัดสินใจได้อย่างคุ้มค่าที่สุดในสภาวะตลาดปัจจุบัน
1. การ Trade-in (นำรถเก่าแลกใหม่ที่โชว์รูม)
กระบวนการ: ผู้ซื้อขับรถคันเก่าไปที่โชว์รูมรถใหม่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตีราคาและนำยอดเงินที่ได้ไปหักลบออกจากราคารถคันใหม่ หรือใช้เป็นเงินดาวน์
ข้อดี:
- ความสะดวกแบบ One-Stop: ดำเนินการจบในที่เดียว สามารถขับรถเก่าไปและขับรถใหม่กลับบ้านได้เลยเมื่อถึงวันรับรถ
- จัดการภาระหนี้: หากรถเก่ายังผ่อนไม่หมด ทางโชว์รูมจะมีเจ้าหน้าที่ช่วยประสานงานปิดบัญชีกับไฟแนนซ์เดิมให้ ซึ่งลดความซับซ้อนทางเอกสารได้มาก
- ความปลอดภัย: ไม่ต้องเสี่ยงนัดพบคนแปลกหน้า หรือระวังเรื่องการโอนเงิน
ข้อเสีย:
- ราคาต่ำกว่าตลาด: โชว์รูมรถใหม่ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำธุรกิจขายรถมือสองโดยตรง จึงมักส่งต่อรถให้เต็นท์รถพันธมิตรในราคา "ขายส่ง" (Wholesale Price) ทำให้ราคาที่เสนอให้ลูกค้ามักต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 15-20%
- ความคลุมเครือของโปรโมชั่น: บางครั้งเซลล์อาจใช้เทคนิคโยกส่วนลดรถใหม่มาโปะราคารถเก่า (Overtrade) ทำให้ดูเหมือนได้ราคาดี แต่จริง ๆ แล้วส่วนลดเงินสดของรถใหม่หายไป
2. การขายเอง (Private Sale)
กระบวนการ: ผู้ขายถ่ายรูปรถและลงประกาศขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เจรจากับผู้ซื้อโดยตรง และดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมการขนส่งทางบก
ข้อดี:
- ได้ราคาสูงที่สุด: เป็นการขายในราคา "ขายปลีก" (Retail Price) ผู้ขายจะได้รับเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยไม่ถูกหักค่านายหน้าหรือกำไรส่วนต่างของคนกลาง
- อำนาจต่อรอง: ผู้ขายสามารถกำหนดราคาและคัดเลือกผู้ซื้อได้ด้วยตนเอง
ข้อเสีย:
- ใช้เวลานาน: อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะหาผู้ซื้อที่ตกลงราคาได้
- ความยุ่งยากเรื่องเอกสาร: ผู้ขายต้องมีความรู้เรื่องสัญญาซื้อขาย การโอนลอย และการติดต่อไฟแนนซ์กรณีผู้ซื้อต้องการจัดสินเชื่อ ซึ่งมักเป็นอุปสรรคสำคัญในปี 2568 ที่ธนาคารเข้มงวดเรื่องสินเชื่อรถบ้าน
- ค่าใช้จ่ายแฝง: ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเตรียมสภาพรถ ล้างรถ ขัดสี เพื่อให้รถดูดีพร้อมขายตลอดเวลา
3. เปรียบเทียบส่วนต่างราคา (ตัวอย่างสมมติ)
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน พิจารณารถเก๋งญี่ปุ่นอายุ 5 ปี รุ่นยอดนิยม:
- ราคาขายหน้าเว็บไซต์ (ราคาตลาด): 500,000 บาท
- ราคาประเมิน Trade-in: 400,000 - 420,000 บาท
- ราคาขายเอง: 480,000 - 500,000 บาท
บทวิเคราะห์: การเลือกวิธี Trade-in อาจทำให้รายได้หายไปประมาณ 60,000 - 80,000 บาท ซึ่งถือเป็น "ค่าความสะดวก" ที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับการไม่ต้องจัดการเรื่องการขายด้วยตนเอง
4. กลยุทธ์แยกธุรกรรม (Separate Transactions)
เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้มองการซื้อรถใหม่และการขายรถเก่าเป็น "คนละธุรกรรม"
- เจรจารถใหม่: ต่อรองส่วนลดเงินสดและของแถมให้จบ โดยยังไม่ต้องแจ้งว่าจะมีการเทิร์นรถ
- เจรจารถเก่า: เช็คราคาจากแหล่งอื่นภายนอกเทียบกับราคาที่โชว์รูมเสนอ
- ตัดสินใจ: หากส่วนต่างราคามีมูลค่ามากกว่าความยุ่งยาก การนำรถออกมาขายข้างนอกย่อมคุ้มค่ากว่า
บทสรุป
การเลือกวิธีขายขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักคือ "เวลา" และ "เงิน" หากต้องการความรวดเร็วและไม่ต้องการจัดการเอกสาร การ Trade-in คือทางเลือกที่เหมาะสม แต่หากต้องการเงินดาวน์สูงสุดและพอมีเวลาจัดการ การขายเองย่อมให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
ทางเลือกที่ 3: การใช้บริการแพลตฟอร์มคนกลาง ปัจจุบันมีบริการประมูลรถยนต์ออนไลน์ เช่น Motorist Thailand ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางนำรถไปเสนอขายให้กับดีลเลอร์จำนวนมากพร้อมกัน วิธีนี้ช่วยให้ได้ราคาที่สูงกว่าการเทิร์นหน้าโชว์รูม เนื่องจากการแข่งขันเสนอราคา แต่ยังคงได้รับความสะดวกในเรื่องการจัดการเอกสารเหมือนการขายให้ดีลเลอร์ ถือเป็นทางเลือกที่สมดุลระหว่างราคาและความสะดวก
แหล่งข้อมูลอ้างอิง (Reference Sources)
- หลักการประเมินราคาทรัพย์สิน: สมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
- ขั้นตอนการโอนรถ: กรมการขนส่งทางบก (Department of Land Transport)
รับสิทธิ์ประเมินราคารถฟรีวันนี้!
อ่านเพิ่มเติม: รับซื้อรถยนต์มือสอง ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ ให้ราคาสูง ภายใน 24 ชั่วโมง
ต้องการ ราคาประเมินรถ? สามารถติดต่อเราเพื่อรับการประเมินราคารถฟรี ภายใน 24 ชั่วโมงได้เลย…