McLaren McL 6GT ต้นแบบซูเปอร์คาร์ยุคใหม่ เน้นความดิบและการขับขี่เฉพาะบุคคล พร้อมเสิร์ฟ 788HS ปิดฉากตระกูล 720S
McLaren Automotive เปิดตัว McL 6GT รถต้นแบบรุ่นล่าสุดภายในงาน Monterey Car Week 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา รถคันนี้ทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวอย่างของแนวทางการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ของ McLaren ที่ยังคงให้ความสำคัญกับน้ำหนักตัวรถที่เบา เกียร์ธรรมดา และประสบการณ์การขับขี่ที่เน้นผู้ขับเป็นศูนย์กลาง
McL 6GT ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของรถสมรรถนะสูงยุคใหม่ที่หันกลับมาให้ความสำคัญกับความรู้สึกในการขับขี่และความออริจินัลของงานออกแบบ เช่นเดียวกับ Gordon Murray T.50 รวมถึงรถ GT รุ่นพิเศษของ Porsche ที่ยังคงใช้เกียร์ธรรมดา และ Ferrari 12Cilindri Manuale ที่สร้างกระแสพูดถึงอย่างมาก โดย McLaren เตรียมนำเกียร์ธรรมดาแบบ H-pattern กลับมาใช้อีกครั้งนับตั้งแต่ McLaren F1 ในปี 1992 พร้อมหยิบแรงบันดาลใจจาก M6GT ในอดีตมาผสมผสานกับแนวคิดของรถยุคใหม่
McLaren กลับมาใช้เกียร์ธรรมดาอีกครั้ง หลังห่างหายไป 34 ปี
สำหรับ McL 6GT นั้น McLaren กำลังเตรียมขยายไลน์อัปรถซูเปอร์คาร์ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีความพิเศษและผลิตในจำนวนจำกัดมากขึ้น นอกเหนือจากรถในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของแบรนด์
รถต้นแบบคันนี้มาพร้อมกับ “เกียร์ธรรมดา” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ McLaren นำระบบเกียร์ธรรมดากลับมาใช้กับรถยนต์สำหรับวิ่งบนถนน นับตั้งแต่ McLaren F1 เปิดตัวในปี 1992
แทนที่จะมุ่งเน้นตัวเลขสมรรถนะสูงสุด McL 6GT ถูกพัฒนาขึ้นโดยให้ความสำคัญกับความรู้สึกในการควบคุมรถและการมีส่วนร่วมระหว่างผู้ขับกับตัวรถเป็นหลัก
พวงมาลัยแบบไฮดรอลิก ชุดสวิตช์ที่ให้สัมผัสในการใช้งาน รวมถึงชิ้นส่วนควบคุมอะลูมิเนียมแบบกลึงขึ้นรูปพร้อมพื้นผิวแบบ Knurled ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ให้ความรู้สึกแบบกลไกและอนาล็อก ขณะที่ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ V8 แบบวางกลางลำตัวรุ่นใหม่ ซึ่งเน้นการตอบสนองและอารมณ์ในการขับขี่
ชุดคันเกียร์เองก็ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ โดย McLaren ให้ความสำคัญกับสัมผัสและระยะการเข้าเกียร์ พร้อมตกแต่งด้วยลวดลาย Speedy Kiwi แบบสามมิติบริเวณก้านคันเกียร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์
ก่อนหน้านี้ในปีนี้ McLaren Special Operations หรือ MSO ได้รับมอบหมายให้สานต่อแนวคิดดั้งเดิมของ Bruce McLaren ในการสร้างซูเปอร์คาร์สำหรับใช้งานบนถนนจาก M6GT โดยจัดทำรถแบบ One-off สำหรับงาน Goodwood Festival of Speed ซึ่งถอดแบบรายละเอียดจากพิมพ์เขียวดั้งเดิมของ Bruce McLaren อย่างพิถีพิถัน และกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับ McL 6GT
McL 6GT มีตัวถังที่เตี้ยและกว้างเป็นพิเศษ เส้นสายตัวถังเริ่มจากด้านหน้าที่มีระดับต่ำ ก่อนลากยาวต่อเนื่องไปยังด้านท้ายแบบ Kammback ซึ่งเป็นรูปแบบการออกแบบที่ได้รับอิทธิพลจากรถแข่ง M6A Can-Am ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของ M6GT รุ่นดั้งเดิม
รายละเอียดที่สื่อถึงประวัติศาสตร์ของ McLaren ยังปรากฏให้เห็นในหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นลวดลาย Racing Loop ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชุดไฟท้ายของ M6GT รุ่นดั้งเดิม ลายเซ็นของ Bruce McLaren ภายในห้องเครื่อง รวมถึงตรา Speedy Kiwi ที่สลักอยู่บนฝาปิดช่องเติมเชื้อเพลิง
ขณะเดียวกัน แนวคิดด้านน้ำหนักเบาซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ McLaren ยังคงถูกนำมาใช้กับรถต้นแบบคันนี้ โดยตัวถังทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ และห่อหุ้มโครงสร้างโมโนค็อกที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งชุด เพื่อควบคุมน้ำหนักและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างตัวรถ
McLaren ระบุว่า McL 6GT เป็นรถต้นแบบที่พัฒนาต่อยอดไปสู่รถสำหรับการผลิตจริง โดยเวอร์ชันจำหน่ายจริงมีกำหนดเปิดตัวในปี 2028 และจะทำหน้าที่เป็นรถ Halo Model ของแบรนด์
McLaren 788HS ปิดฉากสายพันธุ์ 720S ด้วยสมรรถนะระดับสุดขั้ว
ขณะที่ McL 6GT กำลังสะท้อนทิศทางของ McLaren ในอนาคต 788HS กลับเข้ามาทำหน้าที่เป็นบทส่งท้ายของตระกูลซูเปอร์คาร์ที่สร้างชื่อให้กับแบรนด์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
McLaren 788HS ถือเป็นรุ่นพัฒนาขั้นสูงสุดและรุ่นสุดท้ายของสายพันธุ์ที่เริ่มต้นจาก 720S ในปี 2017 ก่อนจะต่อยอดมาเป็น 765LT และ 750S
McLaren 788HS ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 200 คันทั่วโลก แบ่งเป็นรุ่น Coupe และ Spider อย่างละ 100 คัน พร้อมใช้ชื่อ High Sport หรือ HS ซึ่งเป็นชื่อเรียกที่ McLaren เคยนำมาใช้กับ MP4-12C HS และ MSO HS ที่พัฒนาจาก 675LT มาแล้ว
ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 788 PS และแรงบิดสูงสุด 800 นิวตัน-เมตร ขณะที่น้ำหนักตัวรถแบบ Dry Weight อยู่ที่เพียง 1,265 กิโลกรัม ส่งผลให้อัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักอยู่ที่ 623 PS ต่อตัน ซึ่งเป็นตัวเลขสูงที่สุดในบรรดา 720S, 750S และ 765LT
McLaren ระบุว่า 788HS สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 2.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 330 กม./ชม.

ด้านอากาศพลศาสตร์ 788HS ได้รับชุดชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ ประกอบด้วยสปลิตเตอร์ด้านหน้าแบบ Multi-zone, ฝากระโปรงหน้า S-Duct, สปอยเลอร์หลังแบบ Active ที่ยกสูง และดิฟฟิวเซอร์ด้านหลังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีในรถ Formula 1 โดยทั้งหมดช่วยเพิ่มแรงกดตามหลักอากาศพลศาสตร์ หรือ Downforce ได้มากกว่า 765LT ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มความเฉียบคมในการควบคุมรถ
นอกจากนี้ 788HS ยังได้รับการปรับเซ็ตระบบช่วงล่างเป็นพิเศษ พร้อมระบบเบรก Carbon-ceramic ที่พัฒนาต่อยอดจาก McLaren Senna และเป็นครั้งแรกของตระกูล 720S/750S/765LT ที่ติดตั้งล้อแบบ Centre-lock
สำหรับประเทศไทย McLaren 788HS มีรายงานว่าจะเริ่มเดินทางมาถึงตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ในปี 2027
ต้องการ ประเมินราคารถ? สามารถติดต่อเราเพื่อรับการประเมินราคารถฟรี ภายใน 24 ชั่วโมงได้เลย…

