
รีวิว Mitsubishi X-Force รถอเนกประสงค์ขุมพลังไฮบริดที่ประหยัดน้ำมันไม่แพ้ใครในปี 2026 พร้อมงานดีไซน์สวยโดดเด่น!
จุดที่ต้องชื่นชม
- ดีไซน์ภายในสวย เป็นเอกลักษณ์ DNA ของ Mitsubishi
- แบตเตอรี่ก้อนใหญ่กว่ารถไฮบริดคู่แข่ง ใช้ประโยชน์จาก EV Mode ได้มากขึ้น
- หนึ่งเดียวในคลาสที่ได้โหมดขับขี่ถึง 7 รูปแบบ
ข้อดี
- ประหยัดน้ำมัน พร้อมโหมด EV ให้ใช้งานได้นิดหน่อย
- ขับสนุก คาแร็คเตอร์โดดเด่น
- เครื่องยนต์ทำงานนุ่มนวล
ข้อสังเกตุ
- ตัวเลขประหยัดน้ำมันด้อยที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
- ราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับตลาดในปี 2026
“ประหลาดใจ” คือความรู้สึกเมื่อได้ขับขี่ Mitsubishi X-Force สำหรับทีม Motorist ที่คาดหวังถึงการขับขี่ที่ให้ความรู้สึกโมเดิร์น มินิมอล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม …เหมือนรถทั่วๆไปในปี 2026… แต่กลับกลายเป็นได้สัมผัสถึงความสนุก ดิบ และยิ่งอยากทำให้เราเผาผลาญพลังงานไปกับการขับรถคันนี้ไปท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น!
และอย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าเจ้า X-Force ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่จริงแล้วตัวเลขการประหยัดน้ำมันนั้นถือว่าน่าประทับใจเลย ด้วยตัวเลขเคลมจากโรงงานที่ 24.4 กม./ลิตร และทีมทดสอบของเราก็ทำได้ด้วยปริมาณที่ใกล้เคียงกันในเรท 20-21 กม./ลิตร พร้อมการปล่อยคาร์บอนที่ 94 กรัม/กม.
อีกส่วนที่ต้องชื่นชมเลยคือมันเป็นรถอีกหนึ่งรุ่นในตลาดที่ซื่อสัตย์ต่อความเป็น DNA สายลุยของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการแถมโหมดการขับขี่ให้ถึง 7 แบบตามลักษณะพื้นถนน อันรวมถึงโหมด Mud (โคลน), Gravel (กรวดทราย) และ Wet (ถนนเปียกลื่น)
ดีไซน์ไฟหน้าแบบเดียวกับ New Mitsubishi Pajero 2026 ที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ ด้วยรูปทรง T-Shape ฝังหลอดไฟเลี้ยวและไฟ DRL ไว้ในโคมเดียวกัน ส่วนหลอดไฟหน้าใช้ LED Projector ซ่อนอยู่ใต้ไฟทั้ง 2 อย่างลงตัว
ทั้งนี้การตกแต่งของรุ่นที่เรานำมาทดสอบจะเป็นรุ่นท็อป Ultimate X ซึ่งจะได้ชุดอุปกรณ์ตกแต่งเป็นสเกิร์ตรอบคันสไตล์สปอร์ต และกระจังหน้าตัดขอบโครเมียม มาพร้อมระบบเซนเซอร์ต่างๆ จัดเต็มใต้ใบหน้าสวยดุดันสไตล์แรลลี่ ทั้งกล้อง, เรดาร์, เซนเซอร์ ..แม้กล้องรอบคันจะมองเห็นตอนกลางคืนแย่ไปหน่อย แต่ตอนกลางวันนี่ชัดตาแตก! และยังได้ระบบความปลอดภัย “Diamond Sense” เหมือนกันทุกรุ่นย่อย ยกเว้นเพียงแต่รุ่นเริ่มต้น Ignite เท่านั้นที่จะมีแค่กล้องมองถอยหลังเฉยๆ
หัวใจของ Mitsubishi X-Force เป็นขุมพลังที่ผสานเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร MIVEC DOHC สำหรับปั่นไฟและขับเคลื่อน ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทางแบรนด์เรียกขานว่า “MITSUBISHI e:MOTION”
โดยในการขับเคลื่อนนั้นจะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดกำลัง 116 แรงม้า แรงบิด 255 นิวตันเมตรเป็นกำลังหลัก ก่อนจะใช้เครื่องยนต์กำลัง 95 แรงม้า ช่วยปั่นไฟ ..ทั้งนี้ยังมีจุดเด่นที่ใช้ระบบเกียร์มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ 2 จังหวะ (2-Speed Transaxle) กล่าวคือ ที่ความเร็วต่ำถึงปานกลาง หรือช่วงที่ต้องใช้แรงบิดสูงจะเป็นเกียร์ที่ 1 และช่วงความเร็วสูงคงที่จะใช้เกียร์ที่ 2 เพื่อลดการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ลง ทำให้การทำงานของระบบขับเคลื่อนชุดนี้ “เงียบมาก” เมื่อเทียบกับคู่แข่งค่ายอื่นๆ
รวมถึงการให้แบตเตอรี่ไซส์ใหญ่กว่าชาวบ้านเขาที่ 1.1 kWh ทำให้ผู้ใช้งานสามารถดึงอรรถประโยชน์ของโหมด EV ได้เพิ่มเติม เหนือกว่าคู่แข่งไฮบริดอื่นๆ เช่น การใช้งานวิ่งด้วยระยะ EV ล้วนๆ กว่า 9 กม. หรือการจอดโดยใช้โหมด EV เปิดแอร์รอในรถได้ต่อเนื่องราวๆ 20 - 30 นาที (หากเข้าชาร์จโหมดและชาร์จแบตฯ จนเต็ม)
มิติตัวถังใหญ่เชื่อมคลาส BC-SUV ได้สบาย มีพื้นที่โดยสารภายในกว้างขวาง และยังได้ฐานล้อกว้างถึง 2,650 มม. ทำให้ผู้โดยสารตอนหลังจะนั่งสบายที่สุดหากเทียบกับรถไฮบริดค่ายญี่ปุ่นด้วยกัน
ความยาวตลอดคัน 4,390 มม. กว้าง 1,810 มม. ความสูงถึงหลังคา 1,660 มม. พร้อมความสูงจากพื้นถึงท้องเครื่อง 222 มม. สูงในระดับเดียวกันกับรถในสไตล์ออฟโรด เอาไปขับขี่ลุยน้ำหรือลุยดินได้สบายๆ.. แต่อย่าหนักมากนะเพราะน้องไม่ได้ขับ 4WD!
อีกจุดที่โดดเด่นคือการเซ็ตอัปช่วงล่างมาให้ขับขี่สนุก ตอบสนองต่อการขับขี่ได้โดดเด่น โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องการขับรถแบบซิ่งซ่า ถือว่าเรียกความมั่นใจให้การขับขี่ได้หลายรูปแบบ จนเกือบลืมไปว่ามันใช้ช่วงล่างด้านหลังแบบ Torsion Beam
ข้อเสียเดียวเลยก็คือบางเวลาที่เราอยากจะขับชิลล์ๆ มันดันทำให้เราอยากซิ่งขึ้นมาซะงั้น!
งานดีไซน์ของห้องโดยสารเป็นอีกจุดที่ทำให้ทีมทดสอบของ Motorist ประทับใจ ด้วยการแสดงออกถึง DNA ความเป็นรถสายผจญภัยได้อย่างตรงจุด! ด้วยหน้าจอกลางแบบดิจิทัลที่มีฟีเจอร์แสดงผลข้อมูลได้เหมือนเกจวัดค่าต่างๆ เรียงแถวกันเป็นตับ หรือแม้กระทั่งสวิตช์ควบคุมแอร์ที่ให้ฟิลลิ่งเหมือนคุณเป็นนักแข่งแรลลี่ขาโหดยังไงยังงั้น
ทั้งนี้คันบังคับเกียร์เป็นเกียร์ไฟฟ้าที่ดีไซน์มาให้เหมือนคันเกียร์ปกติ ทั้งที่จริงๆ แล้วใช้นิ้วผลักเบาๆ ก็เข้าตำแหน่งเกียร์ได้ง่ายๆ มาพร้อมปุ่มกด Auto Brake Hold และสวิตช์เบรกมือไฟฟ้ารวมถึงสวิตช์เลือกโหมดขับขี่ทั้ง 7 โหมดได้ง่ายๆ อีกด้วย โดยไม่ต้องเอื้อมมือไปไถหน้าจอกลางให้อันตรายเสียเปล่า
โดยส่วนตัวของเราแล้ว ถือว่าเป็นงานดีไซน์ภายในที่สวย สปอร์ต ดุดันมากที่สุด หากให้เปรียบเทียบกับรถยนต์ไฮบริดสัญชาติญี่ปุ่นด้วยกันเองทั้งหมด
วัสดุตกแต่งทั้งหมดยังเน้นความหรูหรา พรีเมียมเหมือนกันทุกรุ่นย่อย ยกเว้นรุ่นเริ่มต้น Ignite อีกครั้งที่ได้การตกแต่งเป็นหนังสังเคราะห์สีดำล้วน ส่วนรุ่นท็อปสุดที่เราได้มาจะมาพร้อมการตัดขอบด้วยสีทรายนิดๆ พร้อมพื้นผิวซอฟต์ทัชคล้ายผ้าแต่กันน้ำเกาะนะจ๊ะ (กันน้ำเกาะ ไม่กันน้ำซึมนะฮะ รีบเช็ด!)
ขยับมาที่ภาพรวมรอบคัน จะเห็นได้ชัดว่าพอเป็นรุ่นท็อป Ultimate X แล้วคุณจะได้ชุดอุปกรณ์ตกแต่งที่สวยโดดเด่น เน้นความพรีเมียมที่สุดจากทั้ง 3 รุ่นย่อย จากการตัดขอบสเกิร์ตรอบคันด้วยวัสดุสีคล้ายแพลทินัม หลังคาสีทูโทน และเอมเบล็ม “X-Force” ตรงรุ่นคาดยาวบริเวณฝากระโปรงด้านหน้า
ขณะที่รุ่น Ultimate ตัวกลางจะได้หลังคาทูโทนแบบเดียวกันมา แต่ไม่ได้เอมเบล็มรวมถึงชุดตกแต่งสเกิร์ตข้างแบบเดียวกัน หากแต่จะเป็นการตกแต่งเพียงกันชนหน้า-หลังด้วยขอบสีเทาเท่านั้น และรุ่น Ignite ตัวล่างสุดนั้นจะตกแต่งขอบสเกิร์ตสีดำล้วนๆ และไม่ได้หลังคาทูโทนกับเค้าด้วย
พื้นที่สัมภาระท้ายรถมีความจุเริ่มต้นอยู่ที่ 410 ลิตร ถือว่าค่อนข้างกว้างขวาง ขณะที่เบาะของ Mitsubishi X-Force นั้นจะพิเศษกว่าชาวบ้านหน่อยตรงที่พับแยกแบบ 40:20:40 ได้ กล่าวคือจะไม่ได้พับเบาะหลังทั้งแถวลงไปทีเดียวแต่พับแยกฝั่งซ้ายขวาได้ด้วยนั่นเอง
ทั้งนี้ ยังมีพื้นที่ใต้แผ่นรองพื้นด้านหลังให้เก็บของได้เพิ่มเติมอีกนิดหน่อย โดยจะเป็นช่องสำหรับเก็บอุปกรณ์ซ่อมยางเบื้องต้น.. แต่ก็ยังเหลือพื้นที่ให้เราเก็บรองเท้าได้สัก 2-3 คู่อยู่ดี
Mitsubishi X-Force จัดว่าเป็นตัวเลือกรถอเนกประสงค์ขุมพลังไฮบริดที่น่าสนใจอย่างยิ่งในตลาดตอนนี้ ยิ่งหากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบความแตกต่าง ความสปอร์ต และคำนึงถึงความสนุกในการขับขี่เป็นสำคัญ พร้อมทั้งการจัดเต็มอุปกรณ์มาให้แบบไม่กั๊กตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น
- Mitsubishi X-Force Ignite (รุ่นเริ่มต้น): ราคา 899,000 บาท
- Mitsubishi X-Force Ultimate (รุ่นกลาง): ราคา 1,039,000 บาท
- Mitsubishi X-Force Ultimate X (รุ่นท็อปสุด): ราคา 1,089,000 บาท
ทิ้งท้าย – ขณะที่ทิศทางรถทั้งตลาดกำลังหันเหไปทางความโมเดิร์น มินิมอล ฟิวเจอริสติก แต่ Mitsubishi กลับเลือกที่จะจริงใจต่อ DNA ของตัวเอง ใส่ความสามารถในการขับขี่ “ลุยได้จริง” ลงมาให้ 2WD คันนี้ ..นี่คือไฮบริด BC-SUV หนึ่งเดียวในคลาสที่มีโหมดขับขี่ให้ถึง 7 โหมด พร้อมระยะ Ground Clearance สูงถึง 222 มม. เลยนะครับ!
ข้อมูลทางเทคนิค: Mitsubishi X-Force Ultimate X | ||
|---|---|---|
ราคา (ณ วันที่เผยแพร่บทความ): ฿1,089,000 |
การปล่อย CO2: 94 กรัม/กม. |
|
มอเตอร์/เครื่องยนต์: 1.6L MIVEC DOHC + มอเตอร์ไฟฟ้า e:MOTION |
ความจุเครื่องยนต์: 1,590 ซีซี |
แรงม้า & แรงบิด: 116 PS & 255 Nm (มอเตอร์) |
ระบบส่งกำลัง: e-CVT (2-Speed Transaxle) |
อัตราประหยัดน้ำมัน: 24.4 กม./ลิตร (NEDC) |
ระยะต่ำสุดถึงพื้น: 222 มม. |
0-100 กม/ชม. : 10 วินาที |
ความเร็วสุงสุด: 170 กม./ชม. |
ความจุถังน้ำมัน: 42 ลิตร |
|
มิติรถ (ยาว x กว้าง x สูง):
4,390 x 1,810 x 1,660 มม.
|
ระยะฐานล้อ: 2,650 มม.
|
ความจุสัมภาระท้าย: 410 ลิตร |
ต้องการ ประเมินราคารถ? สามารถติดต่อเราเพื่อรับการประเมินราคารถฟรี ภายใน 24 ชั่วโมงได้เลย…